วัดเดียวในเชียงใหม่ไหว้พระปิดทองหลังองค์พระและวิหารอายุกว่า 600 ปีทรงเดียวกับหอคำหลวง(มีคลิป)

Share This:

นับเป็นวันเดียวที่พบวิหารทรงเดียวกับกับหอคำองค์พระในวิหารหันหลังให้ปิดทองหังพระ ตามคำที่ว่าปิดทองหลังพระประทานในวิหาร ทางวัดขาดปัจจัยรอการบูรณะรั้วเหล็กล้อมรอบให้เหมือนเดิมสมัยพระเจ้า กือนากษัตริย์เมืองเชียงใหม่ได้สร้างไว้ ซึ่งมีอายุกว่า 600 ปี

ผู้สื่อข่าวพาไปชมวัดดอยแท่นพระผาหลวง บ้านโปง ตำบลป่าไผ่ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ เป็นวัดเก่าแก่อายุเกินกว่า 600 ปี ซึ่งมีแท่นผาหลวง และวิหารไม้สัก ทรงเดียวกับหอคำหลวง ยังคงสภาพที่สวยงามของสถาปัตยกรรมดังเดิมไว้ ซึ่งพระเจ้าทันใจตั้งอยู่และ รอยพระพุทธบาท ประดิษฐานบนแท่นศิลาใหญ่ หรือแท่น ประทับเสวยภัตกิจ ตามตำนาน แต่ที่ความแปลกผู้ที่จะเข้าไปกราบไหว้สัการะองค์พระจะหันหน้าไปทางทิศตะวันออก หันหลังทางเข้าวิหารซึ่งจะผิดแปลกจากองค์ พระประทานที่ตั้งหัวหน้าให้ได้กราบไหว้ ทำให้ผุ้มากราบไหว้จะได้กราบไหว้ด้านหลังปิดทองหลังองค์พระ ดังคำที่ว่าปิดทองหลังพระ ที่เป็นของจริงได้ทำจริง หาก จะไปกราบไหว้ต้องเดินไประหว่างวิหารและแท่นศิลา เพื่อกราบไหว้องค์หน้าพระเจ้าทันใจ องค์ใหญ่

อย่างไรก็ตามทางวัดได้ขอผู้มีจิตศัรทธาร่วมทำบุญบูรณะรั้วล้อมแท่นพระผาหลวงให้มีสภาพกลับมาเหมือนเดิมของสมัยพระเจ้ากือนากษัตริย์เมืองเชียงใหม่ได้สร้างไว้ จึงตีเหล็กเพื่อมาทำรั้วล้อมแท่นผาหลวงแห่งนี้ เป็นรุปแบบและเหล็กโบราณที่คงสภาพให้เห็นอยู่ สำหรับผู้ที่ต้องการร่วมทำบุญสามารถติดต่อได้ที่หมายเลย 081- 7469524 เพราะทางวัดยังขาดปัจจัยอีกจำนวนมากเพื่อบูรณะให้กับมาคงสภาพเดิม ซึ่งตามประวัติก็ไม่พบว่าใครเป็นผู้ก่อสร้าง แต่พบในสมัยพระเจ้ากือนากษัตริย์เมือง เชียงใหม่ จึงได้เดินทางมาก่อสร้างวิหารไม้สักถวายแด่พระพุทธรูปและสร้างรั้วเหล็กรอบพระแท่นศิลาและยังคงปรากฏเป็นอักษรล้านนาไทย

ตามประวัติ ตำนานได้กล่าวไว้ว่าก่อนที่พระพุทธเจ้าจะเสด็จปรินิพพานนั้นพระองค์ทรงได้เสด็จมาเสวยภัตตกิจณ แท่นหินศิลานี้(บริเวณวัดดอยแท่นพระผาหลวง)ข้างล่าง แท่นหินนี้เป็นถ้ำมีฤาษีอยู่ ซึ่งฤาษีองค์นี้ทราบด้วยฌานว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมา ณที่นี้ จึงออกมาสนทนาธรรมและถามปัญหาธรรมกับพระพุทธองค์ 4 พระผู้มี พระภาคเจ้าทรงตอบปัญหาธรรมจนฤาษีได้ดวงตาเห็นธรรมและมีพุทธทำนายว่าต่อไป ณเบื้องหน้าที่พระองค์ทรงประทับนี้ (พระองค์ทรงหันหน้ามาทางตัวเมือง เชียงใหม่)จะเป็นนครใหญ่และเมื่อเจ้าผู้ครองนครจะเสด็จมายังแท่นศิลานี้ที่พระองค์ทรงประทับแห่งนี้เมื่อนั้นจะเป็นยุคทองของพุทธศาสนาก่อนที่พระพุทธองค์จะ เสด็จกลับได้ประทับรอยพระบาทของพระองค์ไว้บนแผ่นหินศิลานี้ในเวลาต่อมา ณแท่นศิลาที่พระพุทธเจ้าทรงเสด็จมาประทับแห่งนี้ได้มีสัตว์มาพักอาศัยอยู่ชุก ชุมมากจึงมีนายพรานมาทำการล่าสัตว์และชำแหละเนื้อบนแท่นศิลาที่พระพุทธองค์ทรงเคยประทับจึงเกิดมีหมูป่าอันเชื่อกันว่าเป็นเทพเจ้าจำแลงมางัดแท่นศิลาพลิก คว่ำลงเป็นที่อัศจรรย์ยิ่งนักและร่ำลือกันไปทั่วทราบถึงพระเจ้ากือนากษัตริย์ราชวงศ์มังรายผู้ครองนครล้านนาไทยจึงเสด็จออกไปทอดพระเนตร

ณ ที่แห่งนั้นทรงพบว่ามีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ไม่ปรากฏผู้สร้างประดิษฐานอยู่หลังแท่นศิลาจึงทรงมีพระราชศรัทธาร่วมกับราชวงศ์และข้าราชบริวารสร้างวิหารไม้สัก ถวายแด่พระพุทธรูปและสร้างรั้วเหล็กรอบพระแท่นศิลานั้นปัจจุบันนี้ยังมีหลักฐานเหลือปรากฏเป็นอักษรล้านนาไทย จารึกพระนามของพระองค์พระมเหสีราชบุตร ราชธิดา เสนาอำมาตย์รอบๆ แท่นศิลานั้นโดยองค์พระพุทธรูปจะประทับหันหลังให้ผู้เข้าไปกราบในพระวิหารอันเป็นปริศนาธรรมและเป็นวัดเดียวที่ท่านจะได้ปิด ทองหลังองค์พระปฏิมาและพระพุทธรูปหันหน้าไปทางทิศใต้แห่งเมืองเชียงใหม่พระพุทธเจ้าทำนายได้สมจริงเพราะหลังจากสร้างวิหารไม้สักนี้แล้ว ๕ปีพระเจ้ากือนา ก็ได้สร้างพระธาตุเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าที่บนดอยสุเทพ

วัดนี้เคยถูกทิ้งร้างมาหลายครั้งแล้วที่วัดนี้เองเคยเป็นจำพรรษาของพระครูบาเจ้าศรีวิชัยนักบุญแห่งล้านนาไทยและพระคุณเจ้าหลวงปู่แหวน สุจิณโณ สมัยท่านเดิน ธุดงค์อยู่ในเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๙ พระอาจารย์วัลลภกิตติภัทโตได้พบวัดนี้ระหว่างท่านธุดงค์ท่านพบถ้ำและเขียนรายละเอียดเรื่องราวประวัติวัดนี้ซึ่งปัจจุบันนี้ถ้ำ ได้ถูกปิดตามธรรมชาติแต่อย่างไรก็ตามยังมีหลักฐานยืนยันบริเวณใกล้ถ้ำต่อมาพระอาจารย์วัลลภได้บูรณะปฏิสังขรวัดให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่รู้จักและเคารพสักการะ บูชาของพุทธศาสนิกชน

Comments

comments